HPV (Human Papillomavirus) หรือไวรัสฮิวแมนแพปพิลโลมา เป็นไวรัสที่พบได้บ่อยมากและติดต่อได้ง่ายผ่านการสัมผัสและการมีเพศสัมพันธ์ คนส่วนใหญ่ที่เคยมีเพศสัมพันธ์มีโอกาสได้รับเชื้อนี้อย่างน้อยครั้งหนึ่งในชีวิต ส่วนใหญ่ร่างกายกำจัดเชื้อได้เอง แต่บางสายพันธุ์หากติดเชื้อเรื้อรังก็สามารถนำไปสู่มะเร็งได้ ข่าวดีคือเรามีวัคซีนที่ช่วยป้องกันสายพันธุ์เสี่ยงสูงเหล่านี้ได้
รู้จักเชื้อ HPV และโรคที่เกี่ยวข้อง
เชื้อ HPV มีหลายสายพันธุ์ บางสายพันธุ์ก่อหูด บางสายพันธุ์จัดเป็น "สายพันธุ์เสี่ยงสูง" ที่สัมพันธ์กับการเกิดมะเร็ง โรคสำคัญที่เกิดจาก HPV ได้แก่
- มะเร็งปากมดลูก ซึ่งเป็นโรคที่พบบ่อยและสัมพันธ์กับ HPV มากที่สุด
- มะเร็งช่องคลอดและปากช่องคลอด
- มะเร็งทวารหนัก พบได้ทั้งในผู้หญิงและผู้ชาย
- มะเร็งช่องปากและลำคอ (oropharynx)
- หูดหงอนไก่ที่อวัยวะเพศ ซึ่งสร้างความกังวลและรักษายาก
วัคซีนทำงานอย่างไร
วัคซีน HPV กระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันต่อสายพันธุ์เสี่ยงสูง ก่อนที่จะมีการสัมผัสเชื้อจริง จึงช่วยลดความเสี่ยงของมะเร็งปากมดลูกและโรคอื่น ๆ จาก HPV ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นวัคซีนที่ได้รับการรับรองความปลอดภัยและใช้กันแพร่หลายทั่วโลก
ใครควรฉีด และฉีดกี่เข็ม
วัคซีน HPV ได้ผลดีที่สุดเมื่อฉีด "ก่อนมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรก" เพราะเป็นช่วงที่ยังไม่เคยสัมผัสเชื้อ แต่ผู้ใหญ่ที่เคยมีเพศสัมพันธ์แล้วก็ยังได้ประโยชน์ เพราะอาจยังไม่เคยติดเชื้อครบทุกสายพันธุ์ในวัคซีน
- เด็กหญิงและเด็กชาย อายุ 9–14 ปี โดยทั่วไปฉีด 2 เข็ม
- อายุ 15 ปีขึ้นไป ฉีด 3 เข็มตามกำหนด
- ผู้ชายก็ฉีดได้ เพื่อป้องกันหูดหงอนไก่ มะเร็งทวารหนัก และลดการแพร่เชื้อ
การฉีดในเด็กชายไม่เพียงป้องกันโรคในตัวเอง แต่ยังช่วยลดการแพร่เชื้อในชุมชนโดยรวม ทำให้การป้องกันมะเร็งจาก HPV มีประสิทธิภาพมากขึ้น
ฉีดวัคซีนแล้ว ยังต้องตรวจคัดกรอง
แม้ฉีดวัคซีนแล้ว ผู้หญิงก็ยังควรตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกตามคำแนะนำของแพทย์ เช่น การตรวจแปปสเมียร์ (Pap smear) หรือการตรวจหาเชื้อ HPV (HPV test) เพราะวัคซีนไม่ครอบคลุมทุกสายพันธุ์ การฉีดวัคซีนร่วมกับการตรวจคัดกรองอย่างสม่ำเสมอจึงเป็นการป้องกันที่ครบถ้วนที่สุด
ที่คลินิกแพทย์อภิเดชให้บริการวัคซีนโดยแพทย์ และเก็บวัคซีนในระบบควบคุมอุณหภูมิมาตรฐานเทียบเท่าโรงพยาบาล เพื่อให้มั่นใจว่าวัคซีนคงคุณภาพและปลอดภัยทุกเข็ม พร้อมให้คำปรึกษาเรื่องการตรวจคัดกรองที่เหมาะกับแต่ละคน
เมื่อไหร่ควรพบแพทย์
- มีเลือดออกผิดปกติทางช่องคลอด หรือเลือดออกหลังมีเพศสัมพันธ์
- มีตกขาวผิดปกติ มีกลิ่น หรือปวดท้องน้อยเรื้อรัง
- คลำพบก้อนหรือหูดบริเวณอวัยวะเพศหรือทวารหนัก
- ถึงวัยที่ควรตรวจคัดกรองแล้วแต่ยังไม่เคยตรวจ หรือผลตรวจครั้งก่อนผิดปกติ
