094-991-5369 เปิดทุกวัน · จ–ศ 07.30–08.30, 17.00–20.00 · ส–อา 07.30–10.30, 17.00–20.00
โรคติดเชื้อ

ไข้หวัดธรรมดา กับ ไข้หวัดใหญ่ ต่างกันอย่างไร

หลายคนเรียกรวม ๆ ว่า "เป็นหวัด" แต่ไข้หวัดธรรมดาและไข้หวัดใหญ่นั้นต่างกันทั้งความรุนแรงและการดูแล บทความนี้ช่วยให้คุณแยกได้ว่ากำลังเป็นแบบไหน ดูแลตัวเองอย่างไร และเมื่อไหร่ที่ควรรีบไปพบแพทย์

25 มิถุนายน 2569 อ่าน 5 นาที โดยทีมแพทย์ คลินิกแพทย์อภิเดช
ไข้หวัดธรรมดา กับ ไข้หวัดใหญ่ ต่างกันอย่างไร

ไข้หวัดเป็นโรคติดเชื้อทางเดินหายใจที่พบบ่อยที่สุดอย่างหนึ่ง ทั้งไข้หวัดธรรมดาและไข้หวัดใหญ่เกิดจากเชื้อไวรัสและติดต่อกันผ่านละอองฝอยจากการไอ จาม หรือการสัมผัส แต่เป็นเชื้อคนละกลุ่มและมีความรุนแรงต่างกัน การรู้จักแยกความต่างจะช่วยให้ดูแลตัวเองได้ถูกทางและไม่ตื่นตระหนกเกินไป

รู้จักโรคและสาเหตุ

ไข้หวัดธรรมดา (Common cold) เกิดจากไวรัสได้หลายร้อยชนิด ที่พบบ่อยคือไรโนไวรัส อาการมักค่อยเป็นค่อยไป เริ่มจากเจ็บคอเล็กน้อย แล้วมีน้ำมูก คัดจมูก จาม และไอตามมา ส่วนใหญ่ไม่มีไข้หรือมีไข้ต่ำ ๆ และหายเองได้

ไข้หวัดใหญ่ (Influenza) เกิดจากไวรัสอินฟลูเอนซา อาการมัก "มาเร็วและรุนแรงกว่า" คือมีไข้สูงทันที ปวดเมื่อยตามตัวมาก ปวดศีรษะ และอ่อนเพลียจนแทบลุกไม่ไหว อาจมีน้ำมูกและไอร่วมด้วย ไข้หวัดใหญ่มีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น ปอดอักเสบ ได้มากกว่า โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยง

อาการ — แยกอย่างไร

  • การเริ่มต้น: หวัดธรรมดาค่อยเป็นค่อยไปทีละน้อย ส่วนไข้หวัดใหญ่อาการมาเร็วภายในไม่กี่ชั่วโมง
  • ไข้: หวัดธรรมดามักไม่มีไข้หรือไข้ต่ำ ส่วนไข้หวัดใหญ่มักมีไข้สูง 38–40°C
  • ปวดเมื่อยตัว/อ่อนเพลีย: หวัดธรรมดามีน้อย ส่วนไข้หวัดใหญ่ปวดเมื่อยและเพลียมากเป็นเด่น
  • น้ำมูก/จาม/คัดจมูก: เป็นอาการเด่นของหวัดธรรมดา ส่วนไข้หวัดใหญ่ก็พบได้แต่ไม่เด่นเท่า

การดูแลตัวเอง

ไข้หวัดส่วนใหญ่ดูแลตามอาการได้ที่บ้าน ไม่จำเป็นต้องใช้ยาปฏิชีวนะ เพราะยาฆ่าเชื้อแบคทีเรียไม่ได้ผลกับไวรัส หลักการดูแลที่สำคัญคือพักผ่อนให้ร่างกายฟื้นตัวและป้องกันภาวะขาดน้ำ

  • พักผ่อนให้เพียงพอ ดื่มน้ำอุ่นบ่อย ๆ เพื่อช่วยให้เสมหะอ่อนตัวและไม่ขาดน้ำ
  • ใช้ยาลดไข้/บรรเทาปวดอย่างพาราเซตามอลตามขนาดที่เหมาะสม ล้างจมูกด้วยน้ำเกลือช่วยลดคัดจมูก
  • สวมหน้ากากและแยกตัวจากผู้อื่นช่วงมีอาการ เพื่อลดการแพร่เชื้อให้คนรอบข้าง

ยาปฏิชีวนะไม่จำเป็นสำหรับหวัดทั่วไป

ไข้หวัดเกือบทั้งหมดเกิดจากไวรัส การกินยาปฏิชีวนะโดยไม่จำเป็นไม่ได้ช่วยให้หายเร็วขึ้น แต่กลับเพิ่มความเสี่ยงเชื้อดื้อยาและผลข้างเคียง ควรใช้เฉพาะเมื่อแพทย์วินิจฉัยว่ามีการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนเท่านั้น

การป้องกัน

การป้องกันหวัดทำได้ด้วยพื้นฐานง่าย ๆ คือล้างมือบ่อย ๆ ด้วยสบู่ หลีกเลี่ยงการเอามือสัมผัสตา จมูก ปาก สวมหน้ากากในที่คนหนาแน่นช่วงมีการระบาด และพักผ่อนกินอาหารให้ครบหมู่เพื่อเสริมภูมิคุ้มกัน สำหรับไข้หวัดใหญ่ การฉีดวัคซีนทุกปี โดยเฉพาะในเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ หญิงตั้งครรภ์ และผู้มีโรคประจำตัว ช่วยลดทั้งโอกาสป่วยและความรุนแรงได้มาก

ที่ คลินิกแพทย์อภิเดช มีแพทย์ตรวจรักษาอาการไข้หวัดและโรคติดเชื้อทางเดินหายใจ พร้อมบริการเจาะเลือดตรวจหาการติดเชื้อในกรณีที่จำเป็น และมีวัคซีนไข้หวัดใหญ่สำหรับป้องกัน หากไม่แน่ใจว่ากำลังเป็นหวัดแบบไหนหรืออาการไม่ดีขึ้น สามารถปรึกษาเราได้

สัญญาณอันตรายที่ต้องรีบพบแพทย์

  • ไข้สูงต่อเนื่องนานเกิน 2–3 วัน หรือไข้ลดแล้วกลับมาสูงซ้ำพร้อมอาการแย่ลง
  • หายใจลำบาก หอบเหนื่อย เจ็บหน้าอก หรือไอมีเสมหะปนเลือด
  • ซึมลง สับสน ดื่มน้ำได้น้อยจนปัสสาวะน้อย หรือมีภาวะขาดน้ำ
  • กลุ่มเสี่ยง — เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ หญิงตั้งครรภ์ และผู้มีโรคประจำตัว ควรพบแพทย์เร็วเมื่อมีไข้สูงหรือปวดเมื่อยมาก

คำถามที่พบบ่อย

เป็นหวัดต้องกินยาฆ่าเชื้อ (ยาปฏิชีวนะ) ไหม?
ไข้หวัดส่วนใหญ่เกิดจากไวรัส ยาปฏิชีวนะไม่ได้ช่วยให้หายเร็วขึ้นและยังเสี่ยงเชื้อดื้อยา จึงไม่จำเป็นต้องใช้ ควรใช้ยาปฏิชีวนะเฉพาะเมื่อแพทย์วินิจฉัยว่ามีการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนเท่านั้น
เป็นหวัดกี่วันหาย?
ไข้หวัดธรรมดามักดีขึ้นและหายเองภายใน 7–10 วัน อาการไออาจค้างได้อีก 1–2 สัปดาห์ ส่วนไข้หวัดใหญ่จะมีไข้สูงและปวดเมื่อยมากในช่วง 2–5 วันแรก แล้วค่อย ๆ ดีขึ้น หากอาการไม่ดีขึ้นหรือกลับแย่ลงควรพบแพทย์
ป้องกันหวัดอย่างไร?
ล้างมือบ่อย ๆ ด้วยสบู่ หลีกเลี่ยงการเอามือสัมผัสตาจมูกปาก สวมหน้ากากในที่คนหนาแน่นช่วงระบาด พักผ่อนให้เพียงพอ และฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ทุกปีโดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง จะช่วยลดโอกาสป่วยและความรุนแรงได้

ข้อมูลในบทความนี้มีไว้เพื่อให้ความรู้ทั่วไป ไม่สามารถใช้แทนการวินิจฉัยหรือการรักษาโดยแพทย์ หากมีอาการน่ากังวล กรุณาปรึกษาแพทย์โดยตรง

เป็นหวัดไม่หายสักที? ปรึกษาเราได้ทุกวัน

โทรหาคลินิก หรือแชทผ่าน Line เพื่อสอบถามอาการและนัดหมายตรวจ