หลายคนคิดว่าการดูแลครรภ์เริ่มเมื่อรู้ว่าตั้งครรภ์แล้ว แต่ในความจริง อวัยวะสำคัญของทารกหลายส่วนเริ่มสร้างตั้งแต่สัปดาห์แรก ๆ ซึ่งบางครั้งแม่ยังไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ การเตรียมสุขภาพก่อนตั้งครรภ์จึงเป็นช่วงเวลาทองที่ช่วยให้ร่างกายแม่พร้อมที่สุดสำหรับการเริ่มต้นชีวิตของลูก
ทำไมการตรวจก่อนตั้งครรภ์ถึงสำคัญ
เป้าหมายคือเตรียมร่างกายของแม่ให้พร้อมเพื่อให้ลูกแข็งแรง การตรวจล่วงหน้าช่วยให้พบและจัดการความเสี่ยงได้ก่อน เช่น ควบคุมโรคประจำตัวให้คงที่ เติมภูมิคุ้มกันที่ขาด และเริ่มเสริมสารอาหารที่จำเป็นในจังหวะที่ถูกต้อง ทั้งหมดนี้ช่วยลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนระหว่างตั้งครรภ์และความพิการแต่กำเนิดของทารก
เริ่มก่อน พร้อมกว่า เพื่อลูกแข็งแรง
การเตรียมตัวล่วงหน้าหลายเดือนก่อนตั้งครรภ์ ทำให้มีเวลาเพียงพอสำหรับการฉีดวัคซีน ปรับยาประจำตัวให้ปลอดภัยต่อการตั้งครรภ์ และสร้างสุขภาพที่ดีให้แม่ก่อนรับน้ำหนักของการตั้งครรภ์
ตรวจสุขภาพก่อนตั้งครรภ์ตรวจอะไรบ้าง
การเตรียมพร้อมก่อนตั้งครรภ์ครอบคลุมทั้งการตรวจ การฉีดวัคซีน และการปรับพฤติกรรม ดังนี้
- ตรวจสุขภาพทั่วไป ความดัน น้ำตาล ความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด และพาหะธาลัสซีเมีย
- ประเมินและควบคุมโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ความดัน และไทรอยด์ ให้คงที่ก่อนตั้งครรภ์
- ตรวจภูมิคุ้มกันและฉีดวัคซีนที่จำเป็น เช่น หัดเยอรมัน ไวรัสตับอักเสบบี และอีสุกอีใส
- เสริมกรดโฟลิก (Folic acid) ก่อนตั้งครรภ์ เพื่อลดความเสี่ยงความพิการแต่กำเนิดของทารก
- ปรับพฤติกรรม งดเหล้าและบุหรี่ ควบคุมน้ำหนัก และพักผ่อนให้เพียงพอ
หากกำลังใช้ยาประจำตัวอยู่ ควรแจ้งแพทย์เพื่อพิจารณาปรับยาให้ปลอดภัยต่อการตั้งครรภ์ เพราะยาบางชนิดอาจส่งผลต่อทารก
ที่ คลินิกแพทย์อภิเดช มีบริการตรวจสุขภาพ เจาะเลือด อัลตร้าซาวด์ และคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG) โดยแพทย์ พร้อมให้คำปรึกษาการเตรียมตัวก่อนตั้งครรภ์และวางแผนวัคซีนอย่างเหมาะสมกับแต่ละคู่
ใครควรตรวจ และควรเริ่มเมื่อไร
คู่ที่วางแผนจะมีบุตรควรเริ่มเตรียมตัวล่วงหน้า ไม่ใช่รอจนตั้งครรภ์แล้ว
- เริ่มก่อนอย่างน้อย 3 เดือน: เพื่อให้มีเวลาฉีดวัคซีน เสริมกรดโฟลิก และควบคุมโรคประจำตัว
- ผู้มีโรคประจำตัว: เช่น เบาหวาน ความดัน หรือไทรอยด์ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อควบคุมโรคให้คงที่ก่อน
- ฝ่ายชายควรเตรียมตัวร่วมด้วย: ตรวจสุขภาพและปรับพฤติกรรมเพื่อเพิ่มโอกาสตั้งครรภ์ที่แข็งแรง
อาการที่ควรรีบพบแพทย์ ไม่ต้องรอตรวจประจำปี
- ประจำเดือนมาผิดปกติมาก ขาดหายไปนาน หรือมีเลือดออกผิดปกติ
- ปวดท้องน้อยรุนแรง หรือมีก้อนผิดปกติในช่องท้อง
- พยายามมีบุตรมานานกว่า 1 ปีแล้วยังไม่ตั้งครรภ์ (หรือ 6 เดือนหากอายุเกิน 35 ปี)
- มีโรคประจำตัวที่ควบคุมไม่ได้ เช่น น้ำตาลหรือความดันสูงผิดปกติ
- เคยแท้งซ้ำหลายครั้ง หรือมีประวัติครรภ์ผิดปกติ
