โรคเชื้อราที่ผิวหนังเกิดจากเชื้อราที่เจริญเติบโตได้ดีในบริเวณที่อับชื้น อับเหงื่อ และอบอ้าว เช่น ขาหนีบ ซอกพับ ใต้ราวนม หลัง และเท้า กลากและเกลื้อนเป็นสองกลุ่มที่พบบ่อยที่สุด แม้จะไม่ใช่โรคร้ายแรง แต่มักสร้างความรำคาญ คัน และกลับมาเป็นซ้ำได้หากดูแลไม่ถูกวิธี
กลาก (Ringworm)
กลากมีลักษณะเป็นผื่นวงแดง ขอบนูนชัด มีขุย และมักคัน บริเวณตรงกลางวงอาจดูจางลงทำให้เห็นเป็นวงคล้ายแหวน ผื่นค่อย ๆ ขยายวงออกด้านนอก พบได้ตามลำตัว ขาหนีบ และง่ามเท้า กลากสามารถติดต่อได้จากการสัมผัสและการใช้ของร่วมกัน
เกลื้อน (Tinea versicolor)
เกลื้อนเกิดจากเชื้อยีสต์บนผิว ทำให้เกิดดวงหรือปื้นสีขาว น้ำตาลอ่อน หรือชมพูจาง มีขุยละเอียด มักพบที่หลัง หน้าอก คอ และไหล่ โดยเฉพาะในคนที่เหงื่อออกมากและผิวมัน เกลื้อนมักไม่ค่อยคันมาก แต่ทำให้สีผิวไม่สม่ำเสมอ
การป้องกัน
เนื่องจากเชื้อราชอบความอับชื้น การดูแลให้ผิวสะอาดและแห้งจึงเป็นหัวใจของการป้องกัน
- รักษาความสะอาด เช็ดตัวให้แห้งสนิท โดยเฉพาะตามซอกพับหลังอาบน้ำ
- ไม่สวมเสื้อผ้าเปียกชื้นหรืออับเหงื่อนาน ๆ เปลี่ยนเสื้อผ้าหลังออกกำลังกาย
- ไม่ใช้ของส่วนตัวร่วมกัน เช่น ผ้าเช็ดตัว เสื้อผ้า รองเท้า และหวี
การรักษาด้วยยาฆ่าเชื้อรา
โรคเชื้อราที่ผิวหนังรักษาได้ด้วยยาทาฆ่าเชื้อราตามที่แพทย์หรือเภสัชกรแนะนำ ในรายที่เป็นบริเวณกว้างหรือเรื้อรังอาจต้องใช้ยากินร่วมด้วยตามที่แพทย์สั่ง ข้อสำคัญคือควรทายาต่อเนื่องให้ครบระยะเวลาแม้อาการจะดีขึ้นแล้ว เพื่อให้กำจัดเชื้อได้หมดและลดการเป็นซ้ำ
การดูแลตัวเองเพิ่มเติม
นอกจากใช้ยา ควรดูแลให้บริเวณที่เป็นแห้งและระบายอากาศได้ดี สวมเสื้อผ้าหลวมเนื้อโปร่ง ซักเสื้อผ้าและผ้าเช็ดตัวให้สะอาดตากแดดให้แห้งสนิท หากในบ้านมีคนเป็นกลากควรหลีกเลี่ยงการใช้ของร่วมกันเพื่อไม่ให้แพร่ไปยังคนอื่น
เมื่อไหร่ควรพบแพทย์
- เป็นซ้ำเรื้อรัง หรือรักษาเองแล้วไม่หาย
- ผื่นลามกว้าง อักเสบ บวมแดง หรือมีหนอง
- เชื้อราที่หนังศีรษะหรือที่เล็บ ซึ่งมักต้องใช้ยากินและการดูแลเฉพาะ
- ผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน หรือภูมิคุ้มกันต่ำ
ที่คลินิกแพทย์อภิเดช เราตรวจรักษาโรคผิวหนังรวมถึงโรคเชื้อราอย่างกลากและเกลื้อนโดยแพทย์ ช่วยวินิจฉัยแยกชนิดของผื่น และเลือกยาฆ่าเชื้อราที่เหมาะสม พร้อมให้คำแนะนำในการป้องกันไม่ให้กลับมาเป็นซ้ำ
